วันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ทำไมจึง "อยู่ดอยก็เป็นที่หนึ่งได้"


อยากอธิบายความเป็นมาของ motto นี้ เกิดจากการเฝ้าติดตาม ความเป็นไปของ
ศิษย์เก่ารุ่นก่อน ๆ ที่ไปเรียนในระดับมัธยมศึกษาที่อื่น ที่มีความพร้อมมากและมี
ศักยภาพมากกว่าโรงเรียนของเรา ซึ่งโรงเรียนเรายังเป็นโรงเรียนที่ล้าหลัง
และถูกกีดกันไปสู่ชายขอบ สภาพเดิมคือ ครูไม่ครบชั้น ไม่เคยได้รับการจัดสรรครู
และไม่ได้รับงบประมาณใด ๆ บางปีนักเรียน 137 คน ครู 3 คน และเป็นปีที่ สมศ.เข้าประเมินด้วย
แม้สภาพอย่างนี้เราก็จัดการศึกษาให้นักเรียนอ่านออกเขียนได้เป็นอย่างแรก ลองคิดดู
ครูสามคนกับนักเรียน ร้อยกว่า จะจัดการกันอย่างไรไหว แต่เนื่องจาก ครูโรงเรียนนี้
เป็นครูที่สู้ไม่ถอย และนักเรียนก็เช่นกันก็สู้ไม่ถอย ผลผลิตนักเรียนที่ออกมาและจบไป
มีคุณภาพระดับหนึ่ง อาจถดถอยไปบ้างสำหรับชั้นที่ครูใหญ่ ต้องช่วยสอนด้วย มักจะ
ไม่ได้รับความรู้เต็มที่ เพราะทำงานหลายอย่างในขณะเดียวกัน ก็มักจะฝากงานให้
นักเรียนทำบ้าง บางครั้งไม่ได้ตรวจการบ้าน ก็ทำอย่างไรได้มีครูทั้งหมดแค่ 3 คน
*****
ศิษย์เก่าที่ทำให้ผมอุทานประโยคนี้ขึ้นมาก็คือ นายนพดล อยู่พรหมแดน ซึ่งก็ไป
ศึกษาต่อโรงเรียนอื่น และมีความสามารถได้รับรางวัลระดับชาติหลายรายการ
ตลอดจนรุ่นเดียวกันที่ไปเรียนที่อื่นที่มีความพร้อมก็มีความสามารถและได้ัรับ
รางวัลระดับชาติบ้างแต่ก็ไม่เท่ากับนพดล ซึ่งเขากลับมาบ้านก็ประพฤติวัตรปฏิบัติ
เหมือนเดิมตักน้ำ ไปช่วยพ่อแม่ทำไร่ แบกข้าว แต่กลับไปโรงเรียนที่ไปศึกษาต่อ
ก็เป็นนักเรียนดีเด่น วันหนึ่่งเขาได้รับการคัดเลือกให้เป็นยุวชนประชาธิปไตยดีเด่น
ได้ไปต่างประเทศ ทำให้กลับมาเล่าให้น้อง ๆ ที่โรงเรียนฟังว่ามีรุ่นพี่ที่ดีเด่นได้รับ
การยอมรับในระดับชาติ ทำให้พูดที่หน้าแถวด้วยความภาคภูมิืใจว่า อยู่ดอยแล้วทำไม
อยู่ดอยก็เป็นที่หนึ่งได้ ขณะที่พูดประโยคนี้ก็ขนลุกขึ้นมาเฉย ๆ ก็เลยจำประโยคนี้ไว้
แล้วไปสกรีนข้างหลังเสื้อ เพื่อให้นักเรียนเกิดกำลังใจในการต่อสู้เหมือนศิษย์เก่าคนนี้
ซึ่งก็อยู่ดอยเหมือนกัน แต่มีศักยภาพและความสามารถที่ดีกว่าคนพื้นราบที่มีโอกาสกว่า
********
ความหมายของความเป็นที่หนึ่งนั้น ไม่ใช่แต่เพียงเก่งคณิตศาสตร์หรือแค่ภาษาเท่านั้น
โฮวาร์ด การ์ดเนอร์ ผู้นำเสนอ ทฤษฎีพหุปัญญา ได้จำแนกอัจริยะของมนุษย์ออกเป็น
หนึ่งความฉลาดทางด้านภาษา สองความฉลาดทางด้านตรรกะและคณิตศาสตร์
สาม ความฉลาดทางด้านดนตรี สี่ความฉลาดทางด้านศิลปะและมิติสัมพันธ์
ห้าความฉลาดทางด้านการเคลื่อนไหวร่างกาย หก ความฉลาดด้านมนุษยสัมพันธ์
เจ็ด ความฉลาดด้านความเข้าใจในตนเอง แปด ความฉลาดด้านธรรมชาติ
เก้า ความฉลาดทางด้านการคิดใคร่ครวญ จากแนวคิดของการ์ดเนอร์ซึ่งแสดง
ความฉลาดของมนุษย์ซึ่งมีความหลากหลาย แต่การศึกษาคลาสสิคทันสมัย
ที่ใช้อัจริยะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ขึ้นนำ และเบียดขับอัจริยะด้านอื่น
ในฐานะที่วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ครองสังคมส่วนใหญ่ ก็ดูการสอบวัดระดับชาติ
ก็มีวิทยาศาสตร์ กับคณิตศาสตร์ ที่วัดความเป็นคน ที่แยกคนส่วนน้อยที่ชนะและ
คนอื่น ๆ ที่แพ้ ถ้าแนวคิดทางการศึกษากระแสหลักที่เรียนเหมารวมและทดสอบ
ความสามารถของมนุษย์แค่วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ อยู่ดอยก็เป็นที่โหล่ตลอดไป
แต่นี่เรายังมี เยโพ ที่มีความสามารถในการดำรงชีวิต หรือเก่งในทักษะชีวิต เรายังมี
ธรรมรัตน์ หรือคนอื่น ๆ ที่เก่งทางด้านกีฬา 8-0 ยืนยันได้ หรือสิงห์ และคนอื่น ๆ ที่เก่งด้านดนตรี
นอกจากนั้นหลายคนเก่งด้านมนุษยสัมพันธ์ ไม่งั้นพี่ ๆ ไม่คิดถึงน้องหรอก จันทร์ขาวเก่ง
ทางด้านศิลปะ สามารถทำงานแบบใช้จินตนาการได้ดี พี่ ๆ หลายคนเก่งทางด้านถ่ายรูป
แต่หลักสูตรปัจจุบันนั้นกินแค่ปิ่นโตเดียวเหมารวม
ทั้งที่คนสามารถเลือกกินได้หลายปินโต ดังนั้นความหมายของการเป็นที่หนึ่งได้คือ
การเติบโตตามศักยภาพของตนเอง ทางโรงเรียนไม่ปิดกั้นความเฉลียวฉลาดหลายด้าน
แต่ส่งเสริมบรรยากาศแห่งการเปล่งศักยภาพ อยู่ในบรรยากาศที่ดี หาอุปกรณ์ต่าง ๆ
มาส่งเสริมสนับสนุนเพื่อให้สามารถพัฒนาทุกอย่างได้อย่างเต็มศักยภาพ
********นี่คือความหมาย*********

3 ความคิดเห็น:

Parioh กล่าวว่า...

ซิวาเดอ สู้ๆๆ

จุ๋ย จุ๋ยส์ กล่าวว่า...

ซิวาเดอ สู้ๆๆ
น้องๆสู้ๆ
มีสุขภาพแข็งแรงกันทุกคนนะจ๊ะ

Dee กล่าวว่า...

ลึกซึ้งกินใจ ถูกต้องอย่างที่สุดเลยครับท่าน ผอ.

ขอบคุณคุณครูทุกคนที่อยู่กับเด็ก ๆ เหล่านี้ คอยประคับ ประคอง ชี้แนะแนวทางให้เด็กเหล่านี้ครับ

นอกจาก นร.เป็นที่หนึ่งแล้ว

ผมว่าครูก็เป็นที่หนึ่งเช่นกันครับ

Mahdee (^____^)